ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุในสังคมเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เราอาจเห็นคนสูงอายุมากขึ้นทั้งในชุมชน สถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ขนส่งมวลชน หรือแม้ในกระทั่งครอบครัวของเราเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา และคาดการณ์กันว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบเต็มที่ภายใน 20 ปีข้างหน้านี้
องค์กรสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความของ “ผู้สูงอายุ” ว่า ผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในขณะที่พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ได้กำหนดนิยามของผู้สูงอายุว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ดังนั้น นิยามของคำว่าผู้สูงอายุจึงหมายถึงบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปนั่นเอง
เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงวัยมักเริ่มประสบปัญหาทั้งทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุ ทั้งการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้คล่องแคล่วเหมือนเดิม ประสาทสัมผัสที่เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ ตาฝ้าฟาง หูตึง จมูกไม่ดี รวมถึงโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังต่าง ๆ เมื่อบุคคลวัยผู้สูงอายุประสบปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านจิตใจที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลได้
ผู้สูงอายุและผู้สูงวัยจึงเป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษตามแนวทางวิธีดูแลผู้สูงอายุที่ถูกต้องเพื่อชะลอความเสื่อมถอยของสมรรถภาพร่างกาย รวมถึงการให้ความอบอุ่นและปลอดภัยเพื่อให้กลุ่มคนวัยผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งบุคคลในครอบครัวทุกคนล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ การทราบวิธีดูแลผู้สูงอายุที่ถูกวิธีจะช่วยให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นำไปสู่ความสุขของผู้สูงวัยและทุกคนในครอบครัว

ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงด้านไหนบ้าง
เมื่อผู้สูงวัยก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะพบกับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสมอง รวมถึงด้านสังคม การที่บุตรหลานหรือผู้ใกล้ชิดเข้าใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถดูแลผู้สุงอายุได้อย่างเข้าอกเข้าใจและถูกต้อง ช่วยให้คนสูงอายุรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของผู้สูงอายุ
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดและส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุมากที่สุด นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกอย่างผมบาง ผมหงอก เชื่องช้าลง กล้ามเนื้อลีบเล็กลง ผิวหนังเหี่ยวย่น การทรงตัวไม่ดีแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงของระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร ระบบต่อมไร้ท่อที่เสื่อมประสิทธิภาพลง ทำให้คนสูงอายุมีปัญหาสุขภาพทั้งโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น รู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ด ท้องอืดง่าย ไปจนถึงภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น อีกทั้งยังมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และจิตใจของผู้สูงอายุ
นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายแล้ว วัยผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงที่พบบ่อยในวัยผู้สูงอายุ ได้แก่ อารมณ์ไม่คงที่ อ่อนไหวง่าย วิตกกังวล บางรายอาจพบว่าเริ่มเอาแต่ใจมากขึ้น โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิด จู้จี้ ขี้บ่น ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายที่ไม่สมดุล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและสภาพแวดล้อม ตลอดจนการคิดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก กังวลว่าลูกหลานจะทอดทิ้ง หากไม่เอาใจใส่หรือดูแลคนแก่ไม่ดีก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาด้านจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลได้
การเปลี่ยนแปลงทางสมองของผู้สูงอายุ
เมื่อเข้าสู่วัยชรา ระบบประสาทและสมองของคนสูงวัยจะเริ่มถดถอย จากที่เคยคล่องแคล่วก็จะเริ่มทรงตัวได้ไม่ดีเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ เสื่อมลง รวมถึงหลงลืมง่าย ความจำไม่ดี จำรายละเอียดไม่ได้ ความสามารถการเรียนรู้ลดลง ปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์ประสาท โดยการเปลี่ยนแปลงทางด้านสมองอาจนำไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดในสมองได้อีกด้วย
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของผู้สูงอายุ
แม้ผู้สูงอายุจะมีเวลามากขึ้น แต่คนสูงอายุส่วนใหญ่เป็นวัยเกษียณที่มักอยู่บ้านเฉย ๆ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าได้ง่าย นอกจากนี้ ภาระหน้าที่และบทบาททางสังคมที่ลดน้อยลงยังทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกไม่ได้รับการยกย่อง ไม่มีคนเคารพเหมือนเมื่อก่อน จึงเริ่มเก็บตัวออกห่างจากสังคมที่เคยมี ประกอบกับความหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องของตนเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็จะทำให้ผู้สูงวัยมีข้อจำกัดในการเข้าสังคมมากขึ้นซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย

ปัญหาที่พบบ่อยในวัยผู้สูงอายุ
ร่างกายของมนุษย์จะพัฒนาสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 20-25 ปี หลังจากนั้นประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจะเริ่มถดถอยลง ซึ่งจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อเข้าสู่วัยชรา ทำให้บุคคลในกลุ่มคนสูงวัยนี้เผชิญกับปัญหาในหลายด้าน เช่น
สุขภาพร่างกายและโรคประจำตัว
วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางร่างกายหลายด้าน นอกจากสมรรถภาพของร่างกายจะเสื่อมถอยลงแล้ว ในบางรายยังอาจมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลรักษา โดยโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องผูก โรคจอประสาทตา เป็นต้น จึงควรได้รับการดูแลตามวิธีดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม และควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อคัดกรองโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ
ประสาทสัมผัสเสื่อมถอย
ประสาทสัมผัสของผู้สูงวัยจะมีความถดถอยลงตามวัยโดยเห็นได้ชัดเจนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา ได้แก่ หูตึงมากขึ้น ตามองเห็นไม่ดีเหมือนเคย สายตายาว มองเห็นไม่ชัดโดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือที่ที่มีแสงสว่างน้อย เกิดต้อกระจก ตาแห้งและเยื่อบุตาระคายเคืองง่าย จมูกไม่ได้กลิ่น ต่อมรับรสเสีย รับรสชาติอาหารได้ไม่ดี การรับสัมผัสของผิวหนังลดลง รับสัมผัสช้าลง ซึ่งความเสื่อมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น
การพลัดตกหกล้ม
การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาในกลุ่มคนสูงอายุที่พบได้บ่อย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอันเนื่องจากความพิการ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และยังนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าผู้สูงอายุมีสถิติหกล้มปีละ 3 ล้านราย สาเหตุหลักเกิดจากการลื่นและสะดุดล้ม โดยมีผู้สูงวัยบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 60,000 รายต่อปี และมีผู้สูงวัยเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ยวันละ 4 ราย ผู้สูงอายุเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า สาเหตุที่สำคัญของการพลัดตกหกล้มนี้ คือ การสูญเสียความสามารถในการทรงตัว ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลายและระบบประสาทอัตโนมัติ การไหลเวียนของเลือดที่น้อยลง รวมถึงการใช้ยาบางชนิดและความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุ
การรับประทานยา
ในวัยสูงอายุนี้ แพทย์มักมีการจ่ายยาเพื่อการรักษาโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ ปัญหาที่พบได้บ่อยอีกประการหนึ่งจึงเป็นการรับประทานยา โดยผู้สูงอายุหลายรายมักเริ่มสายตาไม่ดี ทำให้มองเห็นเม็ดยาได้ยาก ส่งผลให้หยิบยาผิด รับประทานยาผิดชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุบางรายมักรับประทานยาไม่ครบ รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือรับประทานยาเกินขนาด จนทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ใกล้ชิดจึงควรจัดยาให้ผู้สูงอายุรับประทานเพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา ถูกขนาด และถูกวิธี ลดอันตรายจากการใช้ยาและสามารถดูแลคนแก่ให้มีสุขภาพดีได้
ภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมีที่มาจากหลายสาเหตุ เช่น อารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุที่เปราะบางเป็นพิเศษ ความกลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระของผู้คนรอบข้าง ความรู้สึกว่าตนเองหมดคุณค่า ความรู้สึกเดียวดาย การครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีต การเผชิญกับความสูญเสียคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีโรคเรื้อรังและขาดความเอาใจใส่จากครอบครัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และหากมีอาการรุนแรง อาจมีความคิดทำร้ายตนเองจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
ภาวะสมองเสื่อม
อาการหลงลืมเป็นปัญหาของคนสูงอายุที่พบได้จนแทบเป็นปกติ แต่สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการ รับรู้ เรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูล ในระยะเริ่มแรก ผู้สูงอายุจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำโดยเฉพาะความจำระยะสั้น ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำ ๆ เรื่องเดิม สับสนทิศทาง เวลา สถานที่ จากนั้นจึงเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินออกจากบ้านไปแบบไร้จุดหมาย หงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำไม่ได้ เช่น ชงกาแฟ เปิดทีวี รวมถึงอาการหลงผิดหรือเกิดภาพหลอน เช่น คิดว่าจะมีคนมาทำร้ายตนเอง มาขโมยของ จนในที่สุดก็จะมีอาการคล้ายผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ด ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อน ภาวะการติดเชื้อที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้

วิธีการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง
การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หัวใจหลักของการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง คือ การเข้าใจธรรมชาติแห่งการสูงวัย ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจในการดูแลคนแก่ ช่วยให้ครอบครัวสามารถดุแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกวิธีและเหมาะสม
การดูแลผู้สูงอายุติดบ้านที่สามาถช่วยเหลือตัวเองได้
ผู้สูงอายุติดบ้าน หมายถึง ผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตนเองได้ แต่อาจมีปัญหาในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรประจำวัน การดูแลผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ควรมุ่งเน้นไปในด้านการอำนวยความสะดวก การดูสุขภาพร่างกาย การดูแลสภาพจิตใจ และการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายเป็นหลัก
- การอำนวยความสะดวก ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม การติดราวจับในห้องน้ำ วางสิ่งของให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะขวางทางเดินของผู้สูงวัย การติดฉลากยาให้ละเอียด การจัดเตรียมยา การจัดหาอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ที่เหมาะสมให้กับผู้สูงวัย เป็นต้น
- การดูแลสุขภาพทางร่างกาย ได้แก่ การจัดอาหารอย่างหลายหลากครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน เพิ่มโปรตีนและแร่ธาตุ ส่งเสริมการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก โยคะ 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเพื่อบริหารร่างกายให้แข็งแรงสมวัย รวมถึงการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
- การดูแลสภาพจิตใจ ได้แก่ การให้ความอบอุ่น รับฟังปัญหาของผู้สูงอายุ จัดหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียดและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในครอบครัว เช่น การพาไปทานข้าวนอกบ้าน ออกไปเที่ยว หรือการพาผู้สูงวัยไปพบปะเพื่อนฝูง
- การป้องกันอุบัติเหตุและอันตราย ได้แก่ การระมัดระวังปัญหาเรื่องการพลัดตกหกล้มหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น จัดให้มีแสงสว่างอย่างพอเหมาะ มีความปลอดภัย มีราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัวในห้องน้ำ ห้องนอน บันได
การดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
การดูแลผู้สูงอายุติดเตียง หมายถึง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา ซึ่งปัญหาติดเตียงนี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังก็ได้ ในบางรายอาจพอขยับแขนขาได้ แต่ต้องมีผู้ดูแลผู้สุงอายุในการช่วยเหลือเพื่อทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร อาบน้ำ แปรงฟัน เป็นต้น โดยผู้สูงอายุติดเตียงเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และยังควรจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีเสริมให้กับผู้สูงวัยในกลุ่มนี้เพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- ด้านร่างกาย ได้แก่ ปัญหาแผลกดทับ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการดูแลผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ดูแลจำเป็นต้องหมั่นพลิกตัวผู้สูงอายุทุก 2 ชั่วโมง คอยดูแลเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความเปียกชื้นที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ จัดหาอาหารที่ย่อยง่าย มีสารอาหารครบถ้วน รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อติดขัดและลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- สภาพจิตใจ ได้แก่ การพูดคุย ขอคำปรึกษา การพยายามเข้าหาผู้สูงอายุให้มากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุติดเตียงมักมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระ และวิตกกังวลกับโรคที่เป็นอยู่ การได้รับการเอาใจใส่จากครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ได้
- การจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีเสริม จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุติดเตียงได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น เตียงผู้ป่วยไฟฟ้าปรับระดับได้ Hillrom Centuris Type C ที่ช่วยให้การจัดท่านอนของผู้สูงอายุติดเตียงเป็นเรื่องง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้สูงอายุนอนพักผ่อนได้อย่างสบายขึ้น สามารถถอดแผงกั้นส่วนหัว-ท้ายเตียงได้เพื่อทำความสะอาดหรือสระผมให้ผู้สูงอายุ หรือ เตียงผู้สูงอายุปรับระดับไฟฟ้า Volker Bed รุ่น S962-2 Vis-a-Vis ที่ช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุติดเตียงเป็นเรื่องง่าย มาพร้อมฟังก์ชันครบครัน อำนวยความสะดวกให้ผู้ดูแล ช่วยผ่อนแรงผู้ดูแลผู้สุงอายุในการช่วยพยุงเพื่อลุกนั่ง เช็ดตัว ป้อนอาหาร รวมถึงการดูแลอื่น ๆ พร้อมระบบความปลอดภัยที่แน่นหนา ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

การปฏิบัติที่ถูกต้องในการดูแลผู้สูงอายุตามหลัก 5 อ.
นอกจากการดูแลผู้สูงอายุด้วยการจัดหาปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมแล้ว ครอบครัวและบุคคลรอบข้างยังควรดุแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยยึดหลักการดูแลคนแก่แบบองค์รวม หรือ ‘หลัก 5 อ.’ ซึ่งมีแนวทางดังนี้
อาหาร
ร่างกายของผู้สูงวัยนั้นมีการเสื่อมถอยตามกาลเวลา ผู้ดูแลจึงควรจัดโภชนาการให้ผู้สูงวัยอย่างเหมาะสมครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและลดความรุนแรงหรือโอกาสในการเกิดโรค ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการลดอาหารประเภทข้าว แป้ง น้ำตาล และไขมัน โดยเน้นไปที่อาหารกลุ่มโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงและรสไม่หวานจัดร่วมด้วย ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อได้ง่าย รวมถึงการบดเคี้ยวอาหารที่ไม่ดีเหมือนเก่า อาหารที่จัดหาให้จึงควรเป็นอาหารอ่อนนุ่ม เช่น อาหารตุ๋นหรือต้มที่รสไม่จัด รวมถึงดูแลเรื่องการดื่มน้ำให้ไม่น้อยกว่าวันละ 1.5 ลิตรเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายของผู้สูงวัย
ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายของผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอความเสื่อมและเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสมของผู้สูงอายุควรเป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้กำลังมาก โดยเน้นไปที่การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น เช่น เดินเร็ว แกว่งแขน รำไทเก็ก ว่ายน้ำ ท่ากายบริหารเพื่อยืดเหยียด เป็นต้น โดยแต่ละครั้ง ควรออกกำลังให้ได้ 30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการออกกำลังอย่างหักโหม ใช้แรงมาก การออกกำลังประเภทที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ยกน้ำหนักมาก ใช้ความเร็ว หรืออยู่กลางแดดจ้า อากาศไม่ถ่ายเทเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
อารมณ์
วัยสูงอายุมักมีความวิตกกังวลสูง เครียดง่าย เนื่องจากกลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระลูกหลาน คิดวน ๆ ซ้ำ ๆ แต่ในอดีต ซึ่งล้วนแต่ก่อให้เกิดความรู้สึกในด้านลบทั้งสิ้น แม้คนในครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้สุงอายุจะไม่สามารถห้ามความรู้สึกนึกคิดของผู้สูงอายุได้ แต่สามารถช่วยเบี่ยงเบนความคิดของผู้สูงวัยและทำให้ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยที่สุดได้ด้วยการเอาใจใส่และให้ความรักอย่างต่อเนื่อง เช่น การพูดคุย ขอคำแนะนำในการดำเนินชีวิต ขอคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองได้รับความรักและยังมีคุณค่า รวมถึงการจัดหากิจกรรมเพื่อกระชับสัมพันธ์และสร้างแวดล้อมที่ดี เช่น การพาไปเที่ยวหรือรับประทานข้าวนอกบ้าน ทำให้จิตใจของผู้สูงวัยแจ่มใส ไม่เครียด ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข
อดิเรก
เนื่องจากผู้สูงวัยเป็นวัยที่มีเวลาว่างค่อนข้างมาก การจัดหากิจกรรมหรืองานอดิเรกให้ผู้สูงอายุทำจึงเป็นวิธีดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพกายที่ดี มีจิตใจแข็งแรง เบิกบาน โดยการทำกิจกรรมจะช่วยผ่อนคลายความเครียด ความวิตกกังวลของผู้สูงวัย ทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงา เกิดความอบอุ่น และรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง รวมถึงเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพลิดเพลิน ลดความเบื่อหน่าย ซึ่งการจัดหากิจกรรมเหล่านี้อาจดูที่ความชอบของผู้สูงอายุเป็นหลัก เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ร้องเพลง หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันกับผู้อื่น อาทิ หาโอกาสพบปะสังสรรค์กับเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นครั้งคราว การเข้าร่วมชมรมต่าง ๆ การรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ฯลฯ
อนามัย
การสร้างอนามัยที่ดีให้กับผู้สูงวัย หมายถึง การสร้างเสริมพฤติกรรมที่นำไปสู่การมีสุขภาพดี ลดการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือการนอนติดเตียง หลัก ๆ แล้วเป็นการรักษาสุขภาพ ลด ละ เลิกพฤติกรรมหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในวัยสูงอายุ เช่น เหล้า บุหรี่ รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิต เช่น มีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเท เลือกวัสดุปูพื้นบ้านที่ช่วยป้องกันการล้ม ไม่ลาดชัน มีราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น ห้องน้ำ บันได ห้องครัว ไปจนถึงการปฏิบัติตามวิธีดูแลผู้สูงอายุ พาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงและคัดกรองโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงวัย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และกลุ่มโรคมะเร็ง

ข้อควรปฏิบัติสำหรับลูก หลาน
วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน จึงจำเป็นต้องได้รับความเข้าใจ การเอาใจใส่ ดูแลจากลูกหลานและคนในครัวเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมีกำลังใจและไร้กังวล
นอกจากการปรับตัวให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือ การร่วมมือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายทั้งตัวผู้สูงวัยเองและคนรอบข้าง สิ่งสำคัญคือผู้ดูแลผู้สุงอายุไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือญาติจะต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างเปิดใจ
นอกจากวิธีดูแลผู้สูงอายุทั่วไปและการดูแลผู้สูงอายุด้วยการถามไถ่เวลาไม่สบาย พาไปหาหมอ ช่วยดูแลจนหายเจ็บไข้แล้ว ยังลูกหลานควรพยายามเข้าหาผู้สูงอายุให้มากขึ้น ทำความเข้าใจว่าในวัยนี้มักมีการเอาแต่ใจ จู้จี้ ขี้บ่น ขี้น้อยใจ และชอบเล่าเรื่องราวในอดีตซ้ำ ๆ จึงไม่ควรต่อว่าหรือพูดจาทำร้ายน้ำใจของผู้สูงวัย แต่พยายามรับฟังด้วยความสนใจ ระมัดระวังคำพูด หรือการกระทำที่แสดงออกต่อผู้สูงอายุ ให้อภัยในความหลงลืม และความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังสำคัญ ยังมีคนห่วงใย เอาใจใส่ หากมีปัญหา ลูกหลานอาจลองขอคำปรึกษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกมีคุณค่าและความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ลูกหลานยังควรจัดหาเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันภายในครอบครัวอย่างมีคุณภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าจากการอยู่ติดบ้าน เช่น การพาผู้สูงอายุไปเที่ยวหรือรับประทานอาหารร่วมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก เช่น ตักข้าวให้ก่อน เป็นต้น รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุพบปะสังสรรค์กับญาติสนิทและเพื่อนในวัยเดียวกัน โดยการพาไปเยี่ยมเยียนหรือเชิญญาติหรือเพื่อน ๆ ของผู้สูงอายุมาสังสรรค์ที่บ้านเพื่อคลายความเหงาเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี มีความหวัง และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม

สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุที่ควรทราบ
ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ โดยสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุที่ควรทราบมีดังนี้
- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 600 – 1,000 บาท/คน/เดือน โดยแบ่งตามช่วงอายุแบบขั้นบันได
- อายุ 60-69 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท
- อายุ 70-79 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท
- อายุ 80-89 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาท
- อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท
- ส่วนลดค่าโดยสารหรือยานพาหนะสาธารณะครึ่งราคา อาทิ รถไฟ รถเมล์ ขสมก. รถไฟฟ้า MRT รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รถ บขส. เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือคลองแสนแสบ
- สิทธิลดหย่อนภาษีแก่บุตรในกรณีที่เลี้ยงดูบิดามารดาที่เป็นวัยสูงอายุ 30,000 บาทต่อผู้สูงอายุ 1 คนต่อปีจากกรมสรรพากร
- สิทธิขอปรับสภาพที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ยากจน มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงและเหมาะสม เหมาจ่าย 22,500 บาท หรือ 40,000 บาทต่อคนจากกรมกิจการผู้สูงอายุ
- กู้ยืมเงินทุนปลอดดอกเบี้ยเพื่อประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ รายละไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือรวมกลุ่มไม่น้อยกว่า 5 คน กู้ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ระยะเวลาจ่ายหนี้เป็นเวลา 3 ปีจากกองทุนผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ
- สิทธิด้านอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถขอคำปรึกษา แนะนำ และสมัครงาน รวมทั้งฝึกอาชีพ โดยมีศูนย์กลางข้อมูลทางอาชีพและตำแหนงงานสำหรับผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ ณ สำนักงานจัดหางานทุกแหง
- ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมในพื้นที่สาธารณะ อาทิ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฯลฯ ประกอบด้วยลิฟท์ ราวบันได ทางลาด ที่จอดรถ ห้องน้ำ ฯลฯ
- สิทธิด้านการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นอุดมศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยจากสำนักงาน กศน. และกรมกิจการผู้สูงอายุ
- สิทธิด้านการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงวัย โดยผู้สูงอายุสามารถเข้ารับบริการดูแลสุขภาพต่าง ๆ ผ่านช่องทางพิเศษ และได้รับการดูแลช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในทุกขั้นตอน
- การช่วยเหลือด้านกฎหมาย เช่น ให้เงินค่าจ้างทนาย ค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ค่าวางเงินประกันปล่อยตัวชั่วคราว เป็นต้น จากกระทรวงยุติธรรม
- ยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐแก่ผู้สูงอายุ เช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ สวนสัตว์ อุทยานประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวในความรับผิดชอบขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และองค์การสวนพฤษศาสตร์ เป็นต้น
- สถานที่ของรัฐเปิดให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น สถานกีฬาต่าง ๆ ส่วนศูนย์กีฬาในร่ม ได้ลดค่าสมัครสมาชิกครึ่งราคา
- สิทธิด้านบริการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทารุณกรรม ถูกทอดทิ้ง มีอันตราย หรือถูกหาประโยชน์ โดยการจัดหาที่พักอาศัยปลอดภัยและช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
- สิทธิด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่มในกรณีที่ผู้สูงอายุที่ประสบปัญหา สามารถขอรับเงินช่วยเหลือได้รายละไม่เกิน 3,000 บาท ปีละไม่เกิน 3 ครั้งจากกรมกิจการผู้สูงอายุและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวง พม.
- กรณีผู้สูงอายุยากจนและขาดผู้ดูแล สามารถขอใช้บริการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุได้
- กรณีผู้สูงอายุยากจนและเสียชีวิต ญาติสามารถขอรับเงินจัดการศพรายละไม่เกิน 3,000 บาท ได้ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันออกใบมรณะบัตร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

