บทความน่ารู้

โรคหัวใจ ป้องกันได้

การป้องกันโรคหัวใจ

ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนก็ตาม ผลดีคือเป็นการเตือนให้เราคิดถึงการป้องกันโรคมากยิ่งขึ้น ความเป็นจริงแล้วใครๆ ก็รู้ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่น่าเสียดายที่โรคบางโรคตัวเราเองมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น เช่น โรคเอดส์ กามโรค โรคอ้วน เป็นต้น แม้ว่าโรคหัวใจขาดเลือด เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย แต่ก็เป็นโรคหนึ่งที่พฤติกรรมของเรา มีส่วนทำให้เกิดโรคเร็วขึ้น

โรคหัวใจขาดเลือดคืออะไร

กล้ามเนื้อหัวใจ ก็เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้อทั่วไป คือ ต้องการเลือดไปเลี้ยง โดยผ่านทางหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เรียกว่าหลอดเลือด โคโรนารีย์ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก เมื่อหลอดเลือดนี้เกิดการตีบ หรือ ตัน ไม่ว่าจากสาเหตุใดๆ ก็จะเกิดกลุ่มอาการของโรคที่เรียกว่า “โรคหัวใจขาดเลือด” ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อ หัวใจตาย ผลตามมา คือ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย จนกระทั่งเสียชีวิต

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ เกิดจากไขมันโคเลสเตอรอล และหินปูน (แคลเซียม) ไปสะสมอยู่ในผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจขาดอาหารและออกซิเจน จึงเกิดอาการ เจ็บแน่นหน้าอก หากหลอดเลือดอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตาย ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างถาวร

เมื่อเราเกิดมาหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจยังสะอาดอยู่ ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น รับประทานอาหารที่ล้วนแต่อุดมไปด้วยไขมัน ไขมันเหล่านี้ จะเริ่มไปสะสมที่หลอดเลือดทั่วร่างกาย แต่ที่จะเกิดปัญหามากในอนาคต คือ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ขบวนการสะสมนี้ใช้เวลานับสิบๆ ปี กว่าจะทำให้เกิดอาการ การศึกษาศพทหาร อเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ทหารเหล่านี้อายุยังน้อย แต่พบว่าเกิดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจขึ้นแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

การศึกษาจากประเทศตะวันตกพบว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ อายุ (เพราะเป็นโรคของความเสื่อมด้วย) เพศชาย (ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ช่วยป้องกันโรคนี้) พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ไขมันโคเลสเตอ
รอล เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และความเครียด ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยง เหล่านี้มากข้อ ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากเป็นทวีคูณ


ป้องกันอย่างไรดี

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงจะเห็นว่า บางข้อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม เป็นต้น แต่หลายข้อสามารถหลีกเลี่ยงได้ คำแนะนำในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีดังนี้

หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง

ไขมันโคเลสเตอรอล เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันนี้มากเกินไป จะเกิดการสะสมของไขมัน ในผนังของหลอดเลือดได้ ไขมันที่ร้ายที่สุด คือ โคเลสเตอรอลชนิด แอล-ดี-แอล ในทางกลับกัน ไขมันโคเลสเตอรอล ชนิด เอช-ดี-แอล เป็นไขมันชนิดดี ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ปัจจุบันเราแนะนำให้ควบคุม ระดับไขมันโคเลสเตอรอล ในเลือดไม่ให้เกิน 200 แอล-ดี-แอล ไม่เกิน 130 และ เอช-ดี-แอล ควรมากกว่า 35 (ยิ่งมากยิ่งดี) มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไขมันโคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ มาจากไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว (น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น รำ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ไม่มีโคเลสเตอรอล) ดังนั้นหลักสำคัญของการลดระดับไขมันในเลือด คือ การควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่เราเห็นๆ ว่ามีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ข้างขาหมู ข้าวมันไก่ กะทิ เนย พิซซา เบอร์เกอร์ เป็นต้น โคเลสเตอรอลยังมีมาก ในเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดงจากไข่ทุกประเภท (แต่ไม่พบในไข่ขาว) อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม มันปู การรับประทานมังสะวิรัติ หรือแม้กระทั่ง “เจเขี่ย” ก็ช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอลได้ดี แต่ไม่ควรรับประทานไข่แดง เกิน 2 ฟองต่อสัปดาห์ นอกจากนั้น อาหารประเภทที่มีกากมาก เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ซีเรียล ผลไม้ ก็มีส่วนช่วยลดการดูดซึมของไขมันเช่นกัน ไขมันเอช-ดี-แอลอาจเพิ่มให้สูงได้ โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าการดื่มไวน์ หรือแอลกอฮอล์ (ทุกประเภท) ในปริมาณน้อยๆ (1-2 แก้วต่อวัน) จะช่วยหัวใจ โดยเพิ่มไขมัน เอช-ดี-แอล แต่ความเป็นจริงแล้ว ผลเสียของแอลกอฮอล์ต่อระบบอื่นๆ มีมากกว่าผลดีมาก จึงไม่มีแพทย์ท่านใดแนะนำให้ดื่มไวน์ เพื่อป้องกันโรคหัวใจ

เลิกบุหรี่

ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือแม้แต่ผู้ได้รับควันบุหรี่สม่ำเสมอ โดยไม่ได้สูบเอง ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น การสูบบุหรี่ยังเสี่ยง ต่อการเกิดโรคอื่นอีกมากมาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น แต่ก็ยังมีผู้สูบบุหรี่อยู่อีกมาก การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ใช่สิทธิส่วนตัวแต่ประการใด เนื่องจากควันบุหรี่ ไปทำอันตรายต่อผู้อื่นด้วย หากเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด พบว่าโอกาสเสี่ยงจากโรคหัวใจขาดเลือด จะลดลงเรื่อยๆ จนใกล้เคียงผู้ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น แม้คุณจะเกิดโรคหัวใจขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเลิกบุหรี่

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากที่ได้ตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคหัวใจ การรักษาก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาเสมอไป แต่แพทย์อาจจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัว และนัดให้มาตรวจเพิ่มเติมอีกในระยะเวลาที่เหมาะสมท่านที่เป็นโรคหัวใจจะต้อง ปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ เช่น

การรักษา

การออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ต่อหัวใจ คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึงการออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นจังหวะ หายใจ สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เต้นแอโรบิค เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวต้องทำต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจ แม้ว่ากีฬาบางชนิด เช่น กอล์ฟ แบดมินตัน เทนนิส จะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ไม่ใช่ชนิดแอโรบิค การออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ไขมันชนิดดี คือ เอช-ดี-แอล สูงขึ้น ไขมันชนิดนี้ ช่วยลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด ผลดีอย่างมากของการออกกำลังกาย คือ ช่วยให้จิตใจ แจ่มใส ไม่แก่เร็ว หุ่นดี ระบบขับ ถ่ายปกติ และทำให้ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้นด้วย คุณควรเลือกชนิดการออกกำลังแบบแอโรบิคที่เหมาะสมกับคุณ

ทำจิตใจให้ผ่องใส

บุคคลที่มีบุคลิกภาพโกรธ ฉุนเฉียวง่าย ทำงายแข่งกับเวลา อยู่กับความเครียดตลอด พบว่าสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และยังเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้น ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว ดังนั้น หากทำจิตใจให้สงบ แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ทำสมาธิ อาจช่วยได้ ผลดีอื่นๆ ที่ตามมา คือสุขภาพจิตดี มนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้มีชีวิตอย่างมีความสุข ทั้ง 5 ประการเป็นเรื่องที่ พูดง่าย แต่ทำยาก เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งปรับได้ยากในผู้ใหญ่ จริงๆ แล้วไม่ยาก เกินความสามารถของทุกคน แต่ต้องมีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำก่อน บุคคลรอบข้าง เช่น ครอบครัว และเพื่อน ก็มีส่วนสำคัญมาก ที่จะช่วยให้สำเร็จ (หรือล้มเหลว) สิ่งที่ทำง่ายกว่า คือเริ่มปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักเลือกรับประทาน (แต่ไม่ใช่ เลือกมาก) ไม่สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจ ให้แจ่มใส หากเด็กไทยทำได้เช่นนี้ เชื่อว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้า โรคหัวใจขาดเลือด และโรคอื่นๆ ควรจะลดลง แพทย์โรคหัวใจคงตกงานมากขึ้น !!!


นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา
อายุรแพทย์โรคหัวใจ
 
แหล่งข้อมูล : www.thaiheartweb.com