บทความน่ารู้

โคเลสเตอรอล

ทำความรู้จักกับโคเลสเตอรอล

ในปัจจุบัน โรคหัวใจขาดเลือด เป็นสาเหตุของการตาย อันดับต้นๆ ของคนไทย ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง และการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัย ที่สามารถควบคุมได้

โคเลสเตอรอล (cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายใช้สร้างเป็นเยื่อบุเซลล์ สร้างเป็นฉนวนหุ้มเส้นประสาท สร้างฮอร์โมนต่างๆ ที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ ยังใช้สร้างเกลือน้ำดี ซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร ร่างกายได้รับโคเลสเตอรอลจาก 2 ทาง คือ

1. จากอาหารที่มาจากสัตว์ ทั้งนี้ อาหารที่มาจากพืช ไม่มีโคเลสเตอรอล อาหารที่มีโคลอสเตอรอลมาก ได้แก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง และสัตว์ที่มีกระดอง เป็นต้น
2. ร่างกายสร้างขึ้นเองที่ ตับ เมื่อตับได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารมาก การสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในตับ จะลดลง ในทางกลับกัน ถ้าลดปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหาร ตับจะสร้างโคเลสเตอรอลขึ้นมาเอง

ไม่ว่าจะเป็นโคเลสเตอรอลที่ตับสร้างขึ้นเอง หรือได้จากอาหาร ตับจะส่งโคเลสเตอรอล ไปสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย โดยส่งรวมกับกรดไขมัน และไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมากเรียก วีแอลดีแอล (VLDL) ซึ่งสร้างจากตับ เมื่อวีแอลดีแอลส่งกรดไขมัน ไปให้เนื้อเยื่อไขมันแล้ว ตัวมันเองจะมีความหนาแน่นมากขึ้น กลายเป็นไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ เรียกว่า แอลดีแอล(LDL) ซึ่งมีโคเลสเตอรอลเกาะอยู่ เนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกายจะรับโคเลสเตอรอลไปได้ ต้องมีตัวรับแอลดีแอล (LDL receptor) จากนั้นแอลดีแอล จะถูกพาเข้าเซลล์ แล้วถูกย่อยสลาย เซลล์จะนำโคเลสเตอรอลไปใช้สร้าง หรือซ่อมแซมเยื่อเซลล์ของเนื้อเยื่อนั้น

เอสดีแอล (HDL) ทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับแอลดีแอล คือ ขนส่งโคเลสเตอรอล ที่มากเกินพอในเซลล์กลับไปยังตับ
โคเลสเตอรอล : สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด

โดย ทั่วไปเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผนังของหลอดเลือดแดงจะแข็งตัวขึ้น ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ถ้ามีแผ่นคราบไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโคเลสเตอรอล มาเกาะติดที่ผนังด้านใน จะทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) เมื่อเป็นมากขึ้น เลือดจะไหลผ่านไม่ดี เกิดเป็นก้อนอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (coronary heart discase)
จากการศึกษาในประชากรทั่วโลก พบว่า ผู้ใหญ่ที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด สูงเกินกว่า 260 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือด สูงกว่าคนที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด น้อยกว่า 220 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ประมาณ 3-5 เท่า การที่มีระดับโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) ในเลือดสูง ส่วนใหญ่เกิดจากการมี ระดับแอลดีแอลโคเลสเตอรอลสูง (LDL-C)

การมีระดับแอลดีแอลโคเลสเตอรอล มากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ของการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง เราจึงถือว่า แอลดีแอลโคเลสเตอรอล เป็นโคเลสเตอรอลเลว ส่วนเอชดีแอลโคเลสเตอรอล เป็นโคเลสเตอรอลดี เพราะทำหน้าที่ขนถ่ายโคเลสเตอรอล จากผนังหลอดเลือดแดงที่แอลดีแอลไปปล่อยไว้กลับคืนสู่ตับ ซึ่งตับจะเผาผลาญโคเลสเตอรอล เป็นน้ำดีแล้วขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ เรายังพบว่า คนที่มีปริมาณระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอล (HDL-C) น้อยกว่า 35 มก./ดล. จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มากกว่าคนที่มีเอชดีแอลโคเลสเตอรอลสูง

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด จะมีอาการเจ็บป่วย 3 แบบ ได้แก่

1. มีอาการหัวใจวายเสียชีวิตปัจจุบันทันด่วน
2. มีอาการของโรคหัวใจขาด เลือดชั่วขณะ(anginapectoris) คือมีอาการเจ็บหน้าอก แบบบีบรัดแน่นหน้าอก และปวดร้าวขึ้นคอ ขากรรไกร หรือไหล่ ซึ่งจะหายไปเองในช่วงเวลาสั้นๆ (มักไม่เกิน 5 นาที)
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardiai infarction) ผู้ป่วยจะเจ็บกลางหน้าอกรุนแรง เจ็บร้าวลามไปถึงแขน คอและไหล่ มักเจ็บติดต่อนานเป็นชั่วโมงๆ ขึ้นไปร่วมกับอาการอ่อนเปลี้ย หอบเหนื่อย

เมื่อท่านอ่านถึงตรงนี้ หยุดคิดถึงตัวท่านเอง และบุคคลที่ท่านรักสักครู่ ถ้าที่ผ่านมา ท่านหรือคนที่ท่านรักเคยเกิดอาการดังกล่าวมาแล้ว โปรดอย่านิ่งนอนใจ รีบพาตัวเองหรือคนที่ท่านรักไปพบแพทย์ เพื่อขอรับการรักษา หรือท่านที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ท่านควรเข้ารับการตรวจร่างกาย รวมทั้งตรวจหาระดับไขมันในเลือด

สำหรับการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด ส่วนมากแพทย์จะนัดเจาะเลือดในตอนเช้า ท่านต้องอดอาหารก่อนตรวจไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง โดยหลัง 20.00 น.ของคืนก่อนตรวจ ท่านต้องไม่กินอาหารอะไรอีก ยกเว้นน้ำเปล่าที่ดื่มได้

ป้องกันโคเลสเตอรอลสูง

ดังนั้น เรามีวิธีป้องกันไม่ให้เกิด ปริมาณโคเลสเตอรอลสูงในเลือดได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว อาหารคือตัวเรา (you are what you eat)

1. กินโคเลสเตอรอลไม่เกินวัน ละ 300 มิลลิกรัม ทำได้โดยลดหรือเลิกกินอาหาร ที่มีโคเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะเครื่องในสัตว์ สมองหมู หนังสัตว์ เช่น หนังไก่ หนังเป็ด หนังหมู ไข่แดง (ไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอล) ไข่ปลา ปลาหมึก หอยนางรม เป็นต้น เลือกกินเฉพาะเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมพร่องไขมัน
2. ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร
3. ไม่ควรกินอาหารทอดเป็นประจำ เช่น กล้วยแขก ปลาท่องโก๋ ไก่ทอด รวมทั้งแกงกะทิด้วย

โภชนบัญญัติ 9 ประการ

ผู้เขียนขอแนะนำให้พวกเราปฏิบัติตาม "ข้อปฏิบัติการกินอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย หรือโภชนบัญญัต 9 ประการ" ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้ให้เป็นประจำ
4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด
8. กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อนจากเชื้อรา พยาธิ สารเคมีที่เป็นพิษ เป็นต้น
9. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และที่สำคัญคือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ สำนักงานวิจัยคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
 
แหล่งข้อมูล : www.healthsquare.org