บทความน่ารู้

โรคหลอดเลือดหัวใจ - ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในปัจจุบันพบว่า การป่วยด้วยโรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมากต่อ การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จนมีบางคนกล่าวว่า การเป็นโรคเบาหวานเป็นเสมือนหนึ่งว่า ได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยแล้ว

โรคหลอดเลือดหัวใจ หมายถึงโรคที่เกิดจากการเสื่อม ของผนังหลอดเลือดแดงโคดรนารี่ (Coronary Artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อเกิดโรคนี้ ลักษณะเฉพาะคือ ผนังหลอดเลือดหนาขึ้น แข็ง ขรุขระ และตีบแคบ ทำให้เลือดผ่านได้น้อยลง เมื่อเลือดไหลผ่านได้น้อย จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่อยู่ปลายทาง ได้รับเลือดไม่พอ ก็จะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอก โดยอาการเป็นมากขึ้น เมื่อออกกำลังหรือทำงานหนัก

ในกรณีที่ตะกรันบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ ที่หนาตัวจนเกิดอาการปริ กะเทาะ จะกระตุ้นให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือด มารวมตัวกันในบริเวณตะกรัน ที่ปริกะเทาะ ทำให้เกิดการอุดตัน อย่างเฉียบพลันจากลิ่มเลือด ถ้าไม่มีการแก้ไขให้เลือดไหลผ่าน ได้อย่างเพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือด ก็จะเกิดบาดเจ็บเสียหาย จนทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction)

ซึ่งกล้ามเนื้อที่ตาย มักจะกระตุ้นให้หัวใจ เกิดการเต้นผิดจังหวะ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ได้จากการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ กรณีที่กล้ามเนื้อหัวใจ ถูกทำลายเป็นบริเวณกว้าง และจำนวนมาก ก็ทำให้หน้าที่ของหัวใจ ในการสูบฉีดเลือดล้มเหลว จึงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดการเสื่อมของผนังหลอดเลือดหัวใจ มาจากสหปัจจัยบางชนิดปรับเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ประวัติการเป็นโรคของคนในครอบครัว (บิดามารดา และพี่น้องสายตรง) บางชนิดปรับเปลี่ยนหรือควบคุมได้ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย

การมีปัจจัยเสี่ยงหลายชนิดร่วมกัน ก็จะทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรค เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตัวอย่างเช่น การศึกษาพบว่าในชายอายุระหว่าง 30-60 ปี การมีไขมันในเลือดสูง จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่า ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงประมาณ 2 เท่า แต่ถ้าสูบบุหรี่ ร่วมกับการมีความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มากกว่าคนธรรมดาถึง 8.5 เท่า

ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ระยะเวลาที่มีความดันโลหิตสูง และความรุนแรงมีส่วนสัมพันธ์กับ การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การควบคุมความดันโลหิต ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมกับการใช้ยา จะลดอันตราการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจและการเกิดอัมพาตได้

ในปัจจุบันพบว่า การป่วยด้วยโรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จนมีบางคนกล่าวว่า การเป็นโรคเบาหวาน เป็นเสมือนหนึ่งว่า ได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจสูงถึง 45% ในผุ้ป่วยเบาหวานเทียบกับในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ที่มีความชุกน้อยกว่า 25% การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำตาลในเลือด จะสามารถทำนายอัตราการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจได้โดยตรง เช่น ในกรณีที่ใช้ระดับค่าน้ำตาลเฉลี่ย (HbA1c) เป็นตัวบอกระดับน้ำตาล พบว่าการมีระดับ HbA1c สูงขึ้น 1% จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 10-30%

บุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญ ในการทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เนื่องจากในควันบุหรี่มีสารพิษหลายอย่าง ที่เป็นอันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจ สารสำคัญที่มีผลต่อหัวใจสองชนิด คือ นิโคตินและคาร์บอนมอนนอกไซด์

- นิโคติน ตัวการที่ทำให้เกิดการเสพ ติดในบุหรี่ เป็นสารที่มีลักษณะเฉพาะมากที่สุดของบุหรี่ เป็นสารที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจหดเกร็งตัว กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และทำให้หัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น

- คาร์บอนมอนนอกไซด์ สามารถจับกับเม็ด เลือดแดงได้อย่างถาวร จึงเหลือเม็ดเลือดแดงที่จะทำหน้าที่นำพา ออกซิเจน และคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจก็จะได้ออกซิเจนน้อย และไม่เพียงพอ ตามปกติ เม็ดเลือดแดงจะเคลื่อนผ่านตามหลอดเลือดเล็กๆ ได้โดยการที่ผนังของเม็ดเลือดยืดหยุ่นตัว แต่พอได้รับคาร์บอนมอนนอกไซด์ เม็ดเลือดแดงจะกระด้าง ไม่สามารถหยุ่นตัว จึงซอกแซกไปตามหลอดเลือดเล็กๆ ไม่ได้เกิดการครูดกับผนังหลอดเลือดเป็นแผล ร่างกายก็จะมีขบวนการซ่อมแซมทำให้ผนังหลอดเลือดนั้นๆ ตีบลง ถ้าเป็นกลับหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจขาดเลือดปริมาณ และระยะเวลาของการสูบบุหรี่ จึงมีผลกับความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ


รศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา
 
แหล่งข้อมูล : www.heartandcholesterol.com