บทความน่ารู้

โรคหลอดเลือดหัวใจ

ทำความรู้จักกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

คง เคยได้ยินกันมาบ้าง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ บางคนต้องไปขยายเส้นเลือด ด้วยบอลลูน หรือ ผ่าตัดต่อเส้นเลือดบ้าง พบว่า ในปี 2528 โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับหนึ่ง คือมีผู้เสียชีวิต 56 คน ต่อแสนคน ต่อปี ในปัจจุบันคืออีก 20 ปีต่อมา ก็ต้องเสียอันดับ ดูประหนึ่งว่าจะดีขึ้น เพราะต้องเสียแชมป์ ให้กับอุบัติเหตุ และมะเร็ง แต่เป็นที่น่าวิตกว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ กลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว คือ 168 คน ต่อแสนคน ต่อปี และคาดว่าอีก 10 ปี ข้างหน้าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีก

มีการประมาณกันอย่างคร่าวๆ ว่า ทุก ชั่งโมง จะมีคนไทย 5 คนเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจ หรือ ทุกปีกว่า 65,000 คน ต้องตาย ด้วยโรคที่สามารถป้องกันได้

คงมีหลายคนคิดว่า โชคดีที่ไม่ใช่เรา หรือ คนที่เรารัก และก็จะยิ่งเป็นโชคดียิ่งขึ้น ที่จะได้อ่านบทความนี้ จนเข้าใจและสามารถ นำมาปฏิบัติเกิดประโยชน์ ทำใจให้สบาย และมาเริ่มทำความเข้าใจกันเป็นตามลำดับไป

กล้ามเนื้อหัวใจ ก็เหมือนกับอวัยวะอื่น ที่ต้องการเลือดแดงมาเลี้ยงหลอดเลือด ที่หล่อเลี้ยงหัวใจเรียกว่า หลอดเลือดแดงโคโรนารี ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 - 4 มิลลิเมตร แตกแขนงออกจากส่วนต้น ของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (aorta) บริเวณนั้นมักเรียกว่า ขั้วหัวใจ

หลอดเลือดโคโรนารีนี้ มีสองเส้นใหญ่ๆ คือ เส้นเลือดแดงทางด้านซ้าย และทางด้านขวา หลอดเลือดหัวใจที่ว่านี้ จะอยู่ที่ผิวด้านนอกของหัวใจ แตกแขนงห่อหุ้มทุกตารางนิ้วของหัวใจ

ผนังด้านในของหลอดเลือดโคโรนารี ถูกครอบคลุมด้วยเซลล์บุผิวขนาดเล็กๆ เรียกว่า เอนโดทีเลียม (Endothelium) ดูราวกับปูด้วยกระเบื้องอย่างดี เซลล์เอนโดทีเลียมเหล่านี้ มีหน้าที่สำคัญมาก อาทิเช่น จะหลั่งสารที่สำคัญหลายชนิด คอยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดอุดตัน จากเกร็ดเลือดและคราบไขมัน ราวกับการเคลือบน้ำยาอย่างดี ทั้งยังมีสารที่ช่วยให้เกิดการขยายตัวของเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย

เซลล์เนื้อเยื่อบุผิว ที่ว่านี้ก็เหมือนๆ กับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายเรา ตามธรรมชาติ ซึ่งมีการเจริญ และเสื่อมสลายตายไปตามเวลา ถ้าหากค่อยๆ เกิดขึ้น และเป็นไปตามธรรมชาติ เช่นตามอายุ ก็มักไม่ก่อให้เกิดปัญหาทุกข์ร้อนใจอะไร แต่ถ้าหากเกิดก่อนเวลาอันควร อะไรจะเกิดขึ้น นึกถึงสภาพของพื้นกระเบื้อง ที่กระดำกระด่างและร่อนหลุด มีเศษไขมัน คราบของสกปรกไปเกาะอยู่เต็มไปหมด หลอดเลือดหัวใจขนาดเพียง 3 มิลลิเมตร ที่มีไขมันเข้าไปสะสมอยู่ที่ผนัง ค่อยๆ พอกพูนสะสมปริมาณมากขึ้นๆ

การสะสม พอกพูนของไขมันดังกล่าวนี้ อันที่จริงแล้ว ค่อยๆ เกิดขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ ทั้งนี้ ถูกกำหนดโดยหลายปัจจัย อาทิ พันธุกรรม และปริมาณไขมันที่บริโภค ฯลฯ

ถ้าการสะสมของไขมันเป็นน้อยๆ (น้อยกว่า 50% ของเส้นเลือด) ก็อาจยังไม่มีก่อให้เกิดอาการอะไร แต่ถ้าเป็นมาก ซึ่งมักจะเกินกว่า 70% ของเส้นเลือด จนกระทั่งเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ กับความต้องการของกล้ามเนื้อหัวใจ จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าอาการตีบตันค่อยๆ เป็น ค่อยไป ก็จะทำให้เกิด ภาวะกล้ามเนื้อขาดเลือด โดยเฉพาะเวลาที่ ร่างกายและกล้ามเนื้อหัวใจ ต้องการเลือดไปเลี้ยงมากๆ เช่น ขณะออกกำลัง ตื่นเต้น ก็จะทำให้เกิดอาการ ซึ่งเมื่อหยุดพักแล้วจะดีขึ้น
ยกเว้นในบางราย อาจต้องใช้ยาขยายหลอดเลือดช่วย ที่เรียก ยาพ่นหรืออมใต้ลิ้น


ถ้าอาการตีบตันเกิดขึ้น อย่างฉับพลันทันใด ซึ่งก็มักเกิดจากก้อนไขมัน (Lipid plaque) ที่ผิวด้านในของหลอดเลือดหัวใจ มีการแตกออก แล้วมีเกร็ดเลือดมาอุดตันเต็มหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ถึงขนาดทำให้บางคน เสียชีวิตทันทีจากหัวใจ (Sudden cardiac death) เช่น ที่ได้ยินข่าวว่า ดีใจ ตกใจมาก เป็นลม ช๊อคตายไปเลยก็มี รายที่โชคดีหน่อย ก็อาจถูกนำส่งโรงพยาบาลพบแพทย์ รักษาเยียวยากันไปตามความรุนแรง ประเภทนี้ ก็มีทั้งที่รอด และที่ไม่รอดเช่นกัน

อาการของหัวใจขาดเลือดเป็นอย่างไร ?

เจ็บจี๊ดๆ เจ็บเวลาหายใจ เหมือนถูกอะไรทิ่มแทง จะใช่อาการของโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่?

อาการปวดหัวใจที่ว่านี้ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดออกซิเจนมาเลี้ยง ทำให้เซลล์หัวใจเกิดการทำงาน ชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic) เกิดสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า กรดแลกติค (Lactic acid) เหมือนคนที่ออกกำลังหนักๆ แล้วปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สารแลกติคนี้ จะระคายเคืองต่อระบบประสาท ที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจ แต่จะดีหรือร้ายก็ไม่ทราบ เจ้าเส้นประสาทเหล่านี้ มีความสามารถ ในการส่งกระแสประสาทน้อยไปหน่อย ไม่เหมือนเส้นประสาทตามผิวหนัง ที่เจ็บตรงไหนก็บอกได้เลย ดังนั้น หัวใจเรานั้น เวลาขาดเลือด จะมีอาการเจ็บแบบ ตื้อๆ หนักๆ เหมือนถูกของหนักๆ ทับ บางคนหนักกว่านั้นบอกว่า เหมือนถูก (ช้าง) เหยียบเลยทีเดียว อาการที่มักเกิดร่วมด้วยคือ เหงื่อจะแตก หน้าจะซีด บางคนก็มีใจสั่น และเป็นลมไปเลยก็มี

อาการที่สำคัญประการหนึ่ง ที่มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเหล่านี้ ก็คือ มีอาการปวดร้าว ซึ่งมักจะไปที่แขนด้านใน (ด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา) และบริเวณต้นคอ และกราม บางคนว่าคล้ายอาการปวดฟัน บังเอิญเจ้ากรรม มีฟันผุอยู่พอดีเลยต้องถูกถอน โดยสรุปอาการปวดหัวใจจึงมีลักษณะดังนี้

1. ปวดแน่น ตื้อๆ หนักๆ
2. บอกตำแหน่งได้ไม่ชัดเจน
3. ปวดร้าวไปบริเวณแขนและกราม
4. เป็นมากเมื่อออกกำลัง พักแล้วดีขึ้น
5. มีอาการอื่นๆ ร่วม เช่น เหงื่อแตก หน้าซีด ใจสั่น

ดังนั้น อาการที่คนทั่วไปมักจะกลัว เช่น เจ็บเป็นจุด เจ็บจี๊ดๆ หายใจลึกๆ แล้วเจ็บ จึงไม่เข้าข่ายของอาการโรคหัวใจ ดังที่ได้นำเสนอมา อาการเหล่านั้น มักเป็นเรื่องเฉพาะที่บนผนังทรวงอก เช่น กระดูกซี่โครง กระดูกอ่อน กระดูกหน้าอก และเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น ซึ่งก็คงต้องตรวจ
วินิจฉัยกันไปตามลำดับ


การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด

อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วตอนต้น ว่าอาการของ หัวใจขาดเลือดเป็นอย่างไร อาการดังกล่าว มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัย และการเลือกชนิดของการตรวจ เช่น

การตรวจคลื่นหัวใจ (ECG) ซึ่งเป็นการตรวจในขณะพัก เทียบได้กับ รถที่ติดเครื่องแต่จอดกับที่ ถ้ามีความผิดปกติ ก็มักจะต้องเป็นมากแล้ว

การตรวจภาพรังสีของทรวงอก ก็เพื่อดูขนาดของเงาหัวใจ โดยปกติขนาดหัวใจใคร ก็จะขนาดประมาณกำปั้นของคนๆ นั้น รวมทั้งสามารถบอกภาวะน้ำเกิน ที่เรียกว่า “น้ำท่วมปอดได้”

ถ้ายังสงสัย หรือไม่แน่ใจว่า หัวใจจะขาดเลือดหรือไม่ เปรียบเทียบให้เข้าใจ เช่นเดียวกับการตรวจสภาพรถ ก็เป็นขั้นตอนการทดลองขับ หรือเร่งเครื่องดู ซึ่งก็คือการตรวจสมรรถภาพหัวใจ โดยการเดินบนสายพาน (Exercise Stress Test) ซึ่งขณะที่ทำการทดสอบดังกล่าว ก็ต้องมีการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมไปด้วย โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแล อย่างใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาล

การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนของหัวใจ (Echocardiogram) ซึ่งก็คือ การตรวจอัลตราซาวน์ของหัวใจนั่นเอง ที่จะบอกถึงความสามารถ ในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ รวมทั้งขนาดของห้องหัวใจ ซึ่งจะชัดเจน และได้รายละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

การป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

ถ้ามองย้อนกลับไป ที่ต้นตอของปัญหาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจ ตีบและเกิดภาวะอุดตันขึ้น ก็จะขอเรียกว่าเป็น ปัจจัยเสี่ยง หรือ Risk factors ซึ่งตามตำราทางการแพทย์ได้พิสูจน์ทราบ อย่างชัดเจนไว้ดังนี้ คือ

1. ภาวะความดันโลหิตสูง
2. ภาวะคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง และไขมันดี HDL ต่ำ
3. การสูบบุหรี่
4. โรคเบาหวาน
5. เพศชายที่อายุมากกว่า 45 ปี หรือหญิงที่อายุเกินกว่า 55 ปี หรือวัยหมดประจำเดือน
6. ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว

จะเห็นได้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางประการ พอจะป้องกันได้ พอจะบรรเทาเบาบางได้ เช่น 3 - 4 ข้อแรก แต่สองข้อหลัง คงแก้ไขอะไรไม่ได้แน่นอน ต่อไปก็จะได้ขยายความเป็นลำดับ

เริ่มกันที่ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ความดันโลหิตหรือแรงดันเลือด (Blood pressure) ก็คือ แรงดันในหลอดเลือดที่เกิดขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ช่วงหัวใจบีบตัว (systolic) และหัวใจคลายตัว (Diastolic) เวลาแพทย์หรือพยาบาลวัดความดัน แล้วบอกคนไข้ว่าวัดความดันได้ 120/80 มม.ปรอท ก็คือ ความดัน Systolic (บีบตัว) = 120 มม.ปรอท และความดัน Diastolic (คลายตัว) = 80 มม.ปรอท นั่นเอง

ความดันที่ว่านี้ มีความสำคัญที่จะคอยดันสารน้ำ และเม็ดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ต่ำมากไปก็ไม่มีกำลัง หรือเป็นลมได้ ถ้าสูงมากเกินไปก็อาจเกิดหลอดเลือด โดยเฉพาะที่สมอง แตก หรือตีบได้

สำหรับที่เส้นเลือดหัวใจ ก็เกิดเรื่องได้เช่นกัน ความดันโลหิตสูงที่เป็นนานๆ ก็จะไปทำลายเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด ดังที่ได้กล่าวถึงตอนต้น ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ และแข็งตัว ในที่สุดก็เกิดการตีบตัน

ถ้าหากมีก้อนไขมันที่ผนังหลอดเลือด ความดันโลหิตที่สูงมาก ก็อาจทำให้เกิดการแตก ของก้อนไขมันอย่างเฉียบพลัน และเกิดการก่อตัวของลิ่มเลือด จนเป็นเหตุให้หลอดเลือดอุดตัน ตามมาดังที่กล่าวข้างต้น

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนอื่นคือ ความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่อาจไม่แสดงอาการอะไรเลยก็ได้ เรียกว่า ถ้าไม่ตรวจก็ไม่ทราบ การตรวจที่ว่าก็เพียงใช้เครื่องวัดความดันโลหิต ถ้าวัดซ้ำๆ กันสองสามครั้งแล้ว สูงเกิน 140/90 มม.ปรอท ก็ต้องเริ่มระมัดระวังตัว ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง ประเภทที่ความดันโลหิตสูง จนเส้นโลหิตสมองแตก หรือหัวใจโตมากแล้ว ประเภทนี้ต้องรักษากันเต็มที่อยู่แล้ว แต่ประเภทที่สูงไม่มาก หรือไม่อยากกินทานหาหมอเป็นพักๆ ตามอารมณ์ นี่สิน่าวิตก ประเภทนี้มีมาก

ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นประมาณ 95% เป็นประเภทที่ ไม่ทราบสาเหตุ (Essential hypertension) จนปัจจุบันนี้ก็ยังบอกได้ไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุกันแน่ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ สารอาหาร เกลือแร่ต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร ถ้าจะปฏิบัติตัวหรือรักษา ก็จะมีการรักษาอยู่สองประเภท เรียกว่า การรักษาด้วยยา (Pharmacologic treatment) ซึ่งคงต้องฟังจากแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก และอีกประเภทคือ การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา (non-pharmacologic treatment) ฟังดูแล้วน่าสนใจทีเดียว เพราะเวลาก็ไม่ต้องเสีย (นั่งรอหมอตรวจ) เงินก็ไม่ต้องใช้ (อาจใช้บ้าง) จะมีอะไรกันบ้าง คงต้องอาศัยตามคำแนะนำของ สมาคมแพทย์โรคหัวใจของอเมริกา (American heart association) เป็นหลัก ซึ่งแนะนำไว้ดังนี้

1. ลดอาหารเค็ม คิดเป็นปริมาณเกลือในอาหารให้น้อยกว่า 6 กรัม ประมาณช้อนชากว่าเล็กน้อย ต้องรวมอาหารที่มีเกลือ หรือความเค็มแฝงอยู่อื่นๆ ด้วย เช่น อาหารทะเล ผลไม้ดอง อาหารสำเร็จต่างๆ ถ้าจะเอาให้สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรเติมเกลือ เติมน้ำปลา ในอาหารที่รับประทาน

2. ออกกำลังพอประมาณ ที่ว่านี้ไม่ใช่ต้องไปวิ่งมินิมาราธอน หรือเล่นกีฬาอย่างหนักเป็นชั่วโมง แล้วเลิกไปเป็นอาทิตย์ๆ ที่จำง่ายๆ คือ เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ครั้งละประมาณ 30 - 40 นาที อาทิตย์หนึ่งประมาณ 3 - 4 วัน

3. เลี่ยงรับประทานอาหารไขมันอิ่มตัว และคลอเลสเตอรอลสูง ควรรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง มีแร่ธาตุสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งก็มักจะได้จากอาหารประเภทธัญญพืช ผล ไม้ ข้าวกล้อง ถั่ว งา เป็นต้น

4. พักผ่อน ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ลดความเครียดในทางที่ถูกต้อง เช่น ทำสมาธิ การรู้จักสร้างอารมณ์ขัน การปล่อยละวางอย่างเหมาะสม

5. ลดดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ ให้พอประมาณ ที่ว่าก็คือ คนที่ไม่เคยดื่มก็ไม่ต้องไปหัดดื่ม แต่คนที่เคยดื่มมากควรต้องลดปริมาณลง โดยมีหลักดังนี้

- วิสกี้ ไม่เกิน 1/4 แก้ว/วัน
- เบียร์ไม่เกิน 1 ขวด/วัน
- ไวน์ไม่ควรเกิน 1 กระป๋อง (250 ซีซี/วัน)

6. ลดน้ำหนักในกรณีที่น้ำหนักเกิน

7. ข้อสุดท้ายคือ หยุดสูบบุหรี่ ศัตรูตัวฉกาจของหัวใจนั่นเอง

ทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมา ก็ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็น สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง แต่ที่สำคัญ มีข้อแม้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนเป็นกิจวัตร เพราะผลดีที่จะเกิดต้องอาศัยเวลา


น.พ.วรงค์ ลาภานันต์
กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
แพทย์ที่ปรึกษา ศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี
 
แหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลวิภาวดี - www.vibhavadi.com